อาหารเสริมคนท้อง


         การรับประทานอาหารที่หลากหลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนท้อง อาหารเสริมคนท้องจะช่วยบำรุงทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ของคุณ อย่างไรก็ตาม การมีสุขภาพที่ดีในระหว่างตั้งครรภ์อาจเป็นเรื่องยากแต่ก็สามารถทำได้ ด้วยการรับประทานเสริมอาหารเสริมคนท้อง โดยคนท้องควรจะต้องรับประทานผักผลไม้หลากสีต่างๆ ให้หลากหลาย ผลไม้และผักสีสันสดใสมักมีสารอาหารหลายชนิดที่จำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์

         คนท้องเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต ทารกที่กำลังพัฒนาในท้องของคุณต้องการสารอาหารที่ดีที่สุดที่คุณสามารถให้เขาได้ ดังนั้นอาหารเสริมคนท้องที่ควรได้รับได้แก่ กรดโฟลิค เหล็ก แคลเซียม สังกะสี วิตามินดี ไขมันโอเมก้า-3 และวิตามินบีที่เพียงพอนั่นเอง

         คนท้องมีความต้องการวิตามินและแร่ธาตุเพิ่มเติมจากปกติอย่างมาก อย่างไรก็ตาม คนท้องหลายคนไม่รู้ว่าคนท้อง ควรกินอะไร อาหารบำรุง คนท้องมีอะไรบ้าง ตารางอาหาร คนท้องควรเป็นแบบใด ดังนั้นมาดูกันเลยว่าอาหารประเภทใดให้วิตามินและแร่ธาตุทั้งหมดที่คนท้องต้องการในระหว่างตั้งครรภ์มากที่สุด

  1. กรดโฟลิค (Folic acid)
  2. เหล็ก (Iron)
  3. แคลเซียม (Calcium)
  4. วิตามินดี (Vitamin D)
  5. ดีเอชเอ (DHA)
  6. ไอโอดีน (Iodine)
  7. วิตามินซี (Vitamin C)

กรดโฟลิค (Folic acid)

อาหารเสริมคนท้องที่ควรเสริมมากที่สุดคือโฟลิค คนท้องนั่นเอง

กรดโฟลิค (Folic acid) คืออะไร

         กรดโฟลิก คนท้อง โฟลิคสําหรับคนท้อง เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่ง ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคข้อบกพร่องของท่อประสาท (Neural tube defect: NTD) ในทารก นอกจากนี้กรดโฟลิคยังมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีในระหว่างตั้งครรภ์ และยังป้องกันปัญหาสุขภาพอื่นๆ ช่วยให้ทุกเซลล์ในร่างกายของเด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดี

         ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนท้องทุกคน ที่ควรจะรับประทานกรดโฟลิค หรือโฟเลต คนท้อง ให้เพียงพอในแต่ละวัน การรับประทานกรดโฟลิคน้อยเกินไปในระหว่างตั้งครรภ์สามารถนำไปสู่ความพิการแต่กำเนิดหลายอย่าง ที่เรียกว่าข้อบกพร่องของท่อประสาท (NTD) ซึ่งรวมถึง Spina bifida, Anencephaly และ Encephalocele ซึ่งเป็นภาวะที่ร้ายแรงและบางครั้งอาจถึงแก่ชีวิต

กรดโฟลิค (Folic acid) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         การทานกรดโฟลิคก่อนและระหว่างตั้งครรภ์ในระยะแรกสามารถช่วยป้องกันความพิการแต่กำเนิดของสมองและกระดูกสันหลังที่เรียกว่าข้อบกพร่องของท่อประสาท (NTD) มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการรับประทานกรดโฟลิค ในคนท้องอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและความผิดปกติแต่กำเนิดในปากของทารกได้ (เรียกว่าปากแหว่งเพดานโหว่)

         กลไกของกรดโฟลิคที่ช่วยป้องกัน NTD คือการเสริมโฟลิค คนท้อง เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้มีปริมาณโฟเลตที่เพียงพอสำหรับเซลล์ที่แบ่งตัวอย่างรวดเร็วในร่างกาย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อพัฒนาการด้านสุขภาพต่างๆของลูกน้อย โดยเซลล์ในกระดูกสันหลังของทารกมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว แบ่งตัวประมาณ 25 ถึง 50 ครั้งต่อวัน ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 8 หลังการปฏิสนธิจนถึงวันที่ 28 หลังจากการปฏิสนธิ นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการป้องกัน NTD และหากระดับกรดโฟลิคต่ำเกินไป ลูกน้อยของคนท้องอาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรค NTD เพิ่มขึ้น

         American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG) กล่าวว่าคนท้องทุกคนที่ควรเสริมกรดโฟลิค 400 ไมโครกรัมต่อวัน อย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนที่จะตั้งครรภ์และรับประทานต่อเนื่องต่อไปตลอดการตั้งครรภ์

ปริมาณกรดโฟลิค (Folic acid) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

         ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าคนท้องทุกคนที่ควรเสริมกรดโฟลิค 400 ไมโครกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าคนท้องส่วนใหญ่อาจจะต้องการโฟลิคเพียง 200 ไมโครกรัมต่อวันเท่านั้น โดยเฉพาะในคนท้องที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความพิการแต่กำเนิดควรรับประทานเพียง 100 ไมโครกรัมต่อวันก็เพียงพอ

         ดังนั้นสำหรับการรับประทานโฟลิค คนท้องควรจะปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรเพื่อกำหนดปริมาณที่เหมาะสมสำหรับคนท้องแต่ละคน

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของกรดโฟลิค (Folic acid) ในระหว่างตั้งครรภ์

         การกินกรดโฟลิคมากเกินไปมีผลเสียหรือไม่? มีการศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าโฟเลตมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของ

  • การมีลูกที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำได้
  • การมีลูกหัวโตได้
  • อาจทำให้ระดับโฮโมซิสเทอีนในเลือดของคุณเพิ่มขึ้น ซึ่งระดับโฮโมซิสเทอีนที่สูงนั้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด

เหล็ก (Iron)

อาหารเสริมคนท้องอีกหนึ่งตัวที่ไม่ควรขาด

 

เหล็ก (Iron) คืออะไร

         เหล็ก (Iron) เป็นหนึ่งในอาหารเสริมคนท้อง เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่ง โดยร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างเฮโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย คนท้องมีความต้องการธาตุเหล็กมากเป็นสองเท่าระหว่างตั้งครรภ์ โดยคนท้องต้องการธาตุเหล็กนี้เพื่อสร้างเลือดมากขึ้นเพื่อที่จะสามารถนำออกซิเจนไปยังลูกน้อยของคุณได้

         เมื่อตั้งครรภ์ คนท้องจำต้องได้รับธาตุเหล็กมากกว่าปกติ เนื่องจากลูกต้องการธาตุเหล็กเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาสมองและเส้นประสาท กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และเนื้อเยื่ออื่นๆ

เหล็ก (Iron) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         ร่างกายของเราใช้ธาตุเหล็กสำหรับกิจกรรมในเซลล์ต่างๆมากมาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรเสริมอาหารเสริมคนท้องชนิดนี้

  • ใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างไมอีลิน ซึ่งเป็นสารไขมันที่ปกป้องเส้นประสาทและทำให้ส่งสัญญาณต่างๆในร่างกาย
  • ใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างเอนไซม์สำหรับการเผาผลาญพลังงานและสร้าง DNA และ RNA
  • ใช้ธาตุเหล็กเพื่อสร้างเซลล์ในร่างกายที่เรียกว่าเม็ดเลือดแดง เซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่ส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อและกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (ของเสีย) ออกจากเนื้อเยื่อ โดยหากไม่มีธาตุเหล็กเพียงพอ เซลล์เม็ดเลือดแดงอาจไม่สามารถขนส่งออกซิเจนได้อย่างเพียงพอหรือกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพียงพอ นี้อาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

         ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะบริโภคธาตุเหล็กให้เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในคนท้องที่เป็นโรคโลหิตจาง อาหารเสริม บำรุง คนท้องด้วยธราตุเหล็กมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หรือหากคุณมีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด ภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากคนท้องไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง (RBC) ได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายสำหรับออกซิเจน

ปริมาณเหล็ก (Iron) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

         ระหว่างตั้งครรภ์ คนท้องควรกินอะไร นั่นคือควรได้รับธาตุเหล็กประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อวันนั่นเอง เนื่องจากความต้องการธาตุเหล็กของคนท้องมีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของหญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ เนื่องจากเม็ดเลือดแดง (RBC) ซึ่งจำเป็นสำหรับการขนส่งออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อของเด็กที่กำลังเติบโต

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของเหล็ก (Iron)ในระหว่างตั้งครรภ์

         ธาตุเหล็กนั้น ปลอดภัยเมื่อรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เป็นอาหารเสริมคนท้องที่ควรได้รับ แต่อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดท้องและท้องผูก หรือท้องร่วง คลื่นไส้ และอาเจียนได้บ้าง

         อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้ธาตุเหล็กแก่ผู้ที่มีโรคเลือด (เช่น โรคโลหิตจาง) เว้นแต่อยู่ในการดูแลของแพทย์

         โดยแหล่งธาตุเหล็กที่ดีเยี่ยม เป็นอาหารบำรุงเลือด คนท้อง ได้แก่ เนื้อวัว ไก่ ไก่งวง หมู เนื้อแกะ และปลา อาหารเสริม เช่น ซีเรียล ขนมปัง และนมก็มีธาตุเหล็กเช่นกัน

แคลเซียม (Calcium)

คนท้องก็ต้องการเช่นเดียวกัน

 

แคลเซียม (Calcium) คืออะไร

         แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่ช่วยให้กระดูก ฟัน หัวใจ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทของทารกพัฒนา ระหว่างตั้งครรภ์ คนท้องจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมเป็นอาหารเสริมคนท้องอีกหนึ่งชนิด อย่างน้อยในปริมาณ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถเสริมอาหารเสริมคนท้องได้โดยรับประทานอาหารเสริมคนท้องและรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอยู่ในปริมาณสูง โดยแหล่งแคลเซียมที่ดี ได้แก่ นม ชีส และโยเกิร์ต ผักใบเขียว เช่น บรอกโคลีและคะน้า

แคลเซียม (Calcium) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         หากคนท้องได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณจะดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและส่งต่อให้ลูกน้อยของคุณ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะโรคต่างๆ เช่น โรคกระดูกพรุน ในอนาคตได้ โดยโรคกระดูกพรุนจะทำให้กระดูกของคุณบางและแตกหักง่าย

         ดังนั้นการได้รับแคลเซียมให้เพียงพอระหว่างตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญมากสำหรับคุณและลูกน้อยของคุณ แต่การรับประทานแคลเซียมมากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน เช่น กล้ามเนื้อกระตุก คลื่นไส้ และท้องร่วง

         จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณไม่ได้รับแคลเซียมเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ การได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอระหว่างตั้งครรภ์สามารถนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า โรคกระดูกพรุน (กระดูกอ่อน)

         โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ทำให้กระดูกของบางและแตกง่าย นำไปสู่การสูญเสียมวลกระดูกและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกระดูกหัก โรคกระดูกพรุน พบได้บ่อยในสตรีวัยหมดประจำเดือน แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย จะป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อย่างไร วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคกระดูกพรุนคือการได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ โดยเฉพาะระหว่างตั้งครรภ์ แคลเซียมเป็นหนึ่งในอาหารเสริมคนท้องที่จำเป็น

ปริมาณแคลเซียม (Calcium) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

          ร่างกายของเราไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง ดังนั้นคนท้องต้องได้รับแคลเซียมให้เพียงพอ จากอาหารหรืออาหาร สำหรับ คนท้อง โดยพยายามได้รับแคลเซียมอย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัม ทุกวัน  และหากอายุเกิน 19 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,500 มิลลิกรัม ทุกวัน แล้วแคลเซียม คนท้อง กิน ตอนไหนดี คำตอบคือสามารถรับประทานพร้อมอาหาร หรือหลังอาหารก็ได้ ละสามารถแบ่งให้ 500 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้งก็ได้ เป็นอาหารเสริมคนท้องที่หาซื้อรับประทานได้ง่าย

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของแคลเซียม (Calcium) ในระหว่างตั้งครรภ์

         แคลเซียมมีอยู่หลายรูปแบบ แบบแคลเซียมคาร์บอเนต เป็นแคลเซียมรูปแบบที่ถูกที่สุดและพบได้บ่อยที่สุด ที่สามารถดูดซึมได้ง่าย อย่างไรก็ตาม อาจมีผลข้างเคียงทำให้ท้องผูกได้ในบางคนได้ ในทางกลับกัน แคลเซียมซิเตรตสามารถดูดซึมได้ง่ายกว่าและไม่ทำให้ท้องผูกเท่าแคลเซียมคาร์บอเนต

         นอกจากนี้คุณควรทานอาหารเสริมแคลเซียมควบคู่ไปกับเสริมวิตามินดีด้วย เนื่องจากวิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

         และหากมีภาวะแพ้นม แพ้แลคโตส หรือเป็นมังสวิรัติ การได้รับแคลเซียมจากอาหารอาจไม่เพียงพอ จึงแนะนำการเสริมอาหารเสริมแคลเซียมด้วย

วิตามินดี (Vitamin D)

อาหารเสริมคนท้องที่สามารถได้รับมาจากหลายๆแหล่ง และควรเสริมควบคู่กับแคลเซียม

 

วิตามินดี (Vitamin D) คืออะไร

         วิตามินดีเป็นหนึ่งวิตามินที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เส้นประสาท กล้ามเนื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างเหมาะสม ในคนท้องวิตามินดีช่วยให้กระดูกและฟันของทารกเติบโตสมบูรณ์แข็งแรง จึงเป็นอาหารเสริมคนท้องที่ไม่ควรพลาด

         นอกจากนี้ยังช่วยให้กระดูกของคนท้องแข็งแรง ลดความเสี่ยงหรือเป็นโรคกระดูกพรุนในอนาคตได้

วิตามินดี (Vitamin D) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         อาหารเสริมคนท้องที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือวิตามินดี เสริมวิตามินดีควบคู่กับแคลเซียม จำเป็นอย่างมากต่อการรักษากระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อให้แข็งแรง

         กลไกการทำงานของวิตามินดีคล้ายกับฮอร์โมน คือช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตจากลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด และควบคุมการขับแคลเซียมและฟอสเฟตออกจากไต ในระหว่างตั้งครรภ์ ทารกต้องการแคลเซียมมากกว่าสารอาหารอื่นๆ เนื่องจากกระดูกและฟันของทารกกำลังพัฒนา จึงต้องการแคลเซียมที่มากเพียงพอเพื่อกระดูกที่แข็งแรงและสุขภาพที่ดี

ปริมาณวิตามินดี (Vitamin D) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

         ปริมาณที่แนะนำของวิตามินดีในระหว่างตั้งครรภ์โดยเป็นอาหารเสริมคนท้อง คือ คนท้องต้องการวิตามินดีประมาณ 10 ไมโครกรัมในแต่ละวัน เนื่องจากหากระดับวิตามินดีของคนท้องต่ำกว่า 20 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร (ng/ml) หรือ 50 นาโนโมลต่อลิตร (nmol/L) ในช่วงเริ่มต้นไตรมาสที่ 2 ทารกอาจมีปริมาณแคลเซียมในกระดูกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้

         แหล่งวิตามินดีที่ดี ได้แก่ ปลาที่มีไขมันอย่างปลาแซลมอน นมและซีเรียล

         อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบปริมาณของวิตามินดีในร่างกายก่อน โดยให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกรับประทานอาหารเสริมคนท้อง

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของวิตามินดี (Vitamin D) ในระหว่างตั้งครรภ์

         สิ่งที่สำคัญสำหรับการเสริมอาหารเสริมคนท้อง ด้วยวิตามินดีคือ อย่ารับประทานวิตามินดีเกิน 100 ไมโครกรัม (4,000 IU) ต่อวัน เพราะอาจเป็นอันตรายได้

         วิตามินดีที่มากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดมาพร้อมกับสะโพกที่บิดเบี้ยวที่เรียกว่า (coxa vara)

 

ดีเอชเอ (DHA)

หนึ่งในโอเมก้า 3 ที่เป็นอาหารเสริมคนท้องที่จำเป็น

 

ดีเอชเอ (DHA) คืออะไร

         กรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA) เป็นไขมันชนิดหนึ่ง (เรียกว่ากรดไขมันโอเมก้า 3) ที่ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตและการพัฒนา ในระหว่างตั้งครรภ์ เป็นหนึ่งในอาหารเสริมคนท้อง จำเป็นต้องได้รับการเสริมอาหารเสริมคนท้องที่มี DHA เพื่อช่วยให้สมองและดวงตาของทารกมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์

         ดีเอชเอยังจำเป็นสำหรับผิวและผมที่แข็งแรง เป็นอาหารเสริมคนท้องที่ควรเสริม ดีเอชเอพบได้ในปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน พิลชาร์ด ปลาเฮอริ่ง และปลาคิปเปอร์ แหล่งที่ดีอื่น ๆ ได้แก่ สาหร่าย ไข่ และผลิตภัณฑ์นมที่ทำจากนมที่ผลิตจากวัวที่เลี้ยง

ดีเอชเอ (DHA) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         กลไกของ DHA ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของทารก คือ ป้องกันการคลอดก่อนกำหนด จากการศึกษาคนท้องมากกว่า 60,000 คน พบว่าผู้ที่มีระดับ DHA ในเลือดสูงมีการเกิดการคลอดก่อนกำหนดทั้งหมดเพียง 15% เทียบกับคนท้องที่มีระดับ DHA ในเลือดต่ำที่เกิดการคลอดก่อนกำหนดถึง 30% ดังนั้นจึงมีการสรุปผลว่าอาหารเสริมคนท้อง ควรมีการเสริม DHA เพื่อลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด

ปริมาณดีเอชเอ (DHA) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

         ปริมาณ DHA ที่แนะนำสำหรับคนท้องคือ 300-500 มิลลิกรัมต่อวัน การเสริมแคปซูลน้ำมันปลาเป็นวิธีที่ดีในการได้รับปริมาณ DHA ที่เหมาะสมระหว่างตั้งครรภ์

         นอกจากนี้พบว่า DHA อาจมีประโยชน์อื่นๆ ในการเป็นอาหารเสริมคนท้อง ได้แก่ ช่วยป้องกันภาวะปัญญาอ่อน การศึกษาในเด็กเดนมาร์ก 3,000 คนพบว่า คนท้องที่มีระดับ DHA ในเลือดสูงในระหว่างตั้งครรภ์ ลูกที่เกิดมามีโอกาสเกิดภาวะปัญญาอ่อนน้อย เพียง 1/2 เท่าเมื่อเทียบกับเด็กของมารดาที่มีระดับ DHA ในเลือดต่ำ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าในคนท้องที่มีปริมาณ DHA สูงในระหว่างการตั้งครรภ์ระยะแรก สัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของการมีลูกที่มีไอคิวต่ำกว่า 70

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของดีเอชเอ (DHA) ในระหว่างตั้งครรภ์

         โดยทั่วไปแล้ว DHA ถือว่าปลอดภัยสำหรับสตรีมีครรภ์ เป็นอาหารเสริมคนท้องที่ไม่น่ากังวล มีบางกรณีที่พบจากการรับประทาน DHA ในปริมาณมาก อาจทำให้เกิดปัญหากับแม่และลูกน้อยได้ คือการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองของเด็ก DHA ระดับสูงอาจทำให้หลอดเลือดแดงตึงเกินไป ขัดขวางไม่ให้เลือดไปเลี้ยงสมองของทารกได้อย่างเพียงพอ และอาจนำไปสู่น้ำหนักแรกเกิดต่ำ หัวเล็ก และอาจส่งผลให้ปัญญาอ่อนได้

         การได้รับ DHA ในปริมาณมาก (มากกว่า 2 กรัมต่อวัน) อาจเพิ่มโอกาสที่จะเกิดโรคหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้

ไอโอดีน (Iodine)

สารอาหารเสริมคนท้องอีกชนิดที่ไม่ควรขาด

 

ไอโอดีน (Iodine) คืออะไร

         ไอโอดีนเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ สำคัญเพื่อสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่าไทรอยด์ ซึ่งช่วยให้ร่างกายใช้และเก็บพลังงานจากอาหารได้อย่างสมดุล

         นอกจากนี้ ไอโอดีนยังจำเป็นต่อการพัฒนาสมองตามปกติของทารกและเด็กเล็ก นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายใช้แคลเซียม รักษาสุขภาพผิว และสร้างกระดูกให้แข็งแรง ไอโอดีนยังมีความสำคัญต่อการดูดซึมวิตามินดี ซึ่งจำเป็นสำหรับสุขภาพกระดูกที่ดีและป้องกันมะเร็งบางชนิด

         สามารถรับไอโอดีนได้จากอาหารทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาค็อด ปลาแฮดด็อก ฮาลิบัต ปลาแซลมอน และปลากะพงขาว และไอโอดีนยังมีอยู่ในผลิตภัณฑ์นม เช่น นม โยเกิร์ต ชีส และไข่ แหล่งไอโอดีนที่ไม่ใช่อาหารทะเล ได้แก่ ขนมปัง ซีเรียล เนื้อสัตว์ และสัตว์ปีก

ไอโอดีน (Iodine) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

         คนท้องต้องการไอโอดีนในระหว่างตั้งครรภ์เพื่อช่วยให้ระบบประสาทของทารกพัฒนา ระบบประสาท (ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท) ช่วยให้ลูกน้อยมีการเคลื่อนไหว ความคิด และรู้สึกที่สมบูรณ์ แข็งแรง

         ไอโอดีนยังจำเป็นสำหรับการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ในทารกในครรภ์ ฮอร์โมนเหล่านี้จำเป็นสำหรับการพัฒนาสมอง

ปริมาณไอโอดีน (Iodine) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

         จากที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับไอโอดีนเพียงพอในระหว่างตั้งครรภ์ โดยในระหว่างตั้งครรภ์ คนท้องควรต้องได้รับไอโอดีน 220 ไมโครกรัมทุกวัน ดังนั้นอาหารเสริมคนท้องควรรับประทานอาหารเสริมที่มีไอโอดีน

         นอกจากเป็นอาหารเสริมคนท้องที่ควรต้องได้รับอย่างเพียงพอแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้หญิงทุกคนในวัยเจริญพันธุ์ (อายุ 15-49 ปี) ได้รับไอโอดีนอย่างน้อย 150 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับเกลือประมาณ 3 หรือ 4 ช้อนโต๊ะ และหากกำลังให้นมบุตร คุณต้องการไอโอดีนมากขึ้น ปริมาณที่แนะนำสำหรับมารดาที่ให้นมบุตรคือ 220 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 5-1 / 2 ช้อนโต๊ะ ซึ่งมีปริมาณเท่ากับที่แนะนำในคนท้องนั่นเอง

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของไอโอดีน (Iodine) ในระหว่างตั้งครรภ์

         ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของการเสริมไอโอดีน อาหารเสริมคนท้องที่มากเกินไปคืออาการท้องเสีย หรืออาเจียน ผลข้างเคียงที่เป็นไปได้อื่นๆ ได้แก่ ท้องผูก ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ และปวดศีรษะ

         การเสริมไอโอดีนในปริมาณสูงอาจมีการใช้ทางการแพทย์ ช่วยป้องกันหรือบรรเทาภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำได้ แต่ปริมาณไอโอดีนที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะไทรอยด์ทำงานเกินได้เช่นกัน การที่มีไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไปอาจมีผลร้ายแรง นำไปสู่การเต้นของหัวใจอย่างรวดเร็วได้

วิตามินซี (Vitamin C)

วิตามิน คนท้อง อีกหนึ่งตัวที่ขาดไม่ได้คือวิตามินซี คนท้อง

วิตามินซี (Vitamin C) คืออะไร

          วิตามินซี (Vitamin C) เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำและสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพซึ่งจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ โดยวิตามินซี คนท้องจำเป็นอย่างยิ่ง วิตามินซีเป็นตัวเสริมภูมิคุ้มกัน และมีบทบาทสำคัญในพัฒนาการของทารก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและมะเร็งบางชนิดได้

          อาหารที่ให้วิตามินซีสูง คือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ผักใบเขียวและผลไม้ ได้แก่ น้ำส้ม พริกหยวก บรอกโคลี สตรอว์เบอร์รี มะเขือเทศ และผักโขม

วิตามินซี (Vitamin C) ช่วยคนท้องในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร

          วิตามินซี (Vitamin C) หรือที่เรียกว่ากรดแอล-แอสคอร์บิกเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำที่คุณต้องการทุกวัน และในคนท้องยิ่งมีความต้องการวิตามินซีอย่างยิ่ง ร่างกายเราไม่สามารถผลิตวิตามินซี คนท้องจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี หรือถ้าไม่เพียงพอการเสริมวิตามินซี คนท้องยิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

          ในระหว่างตั้งครรภ์ วิตามินซีมีความสำคัญต่อทั้งแม่และลูก สำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการรักษาบาดแผล และช่วยให้กระดูกและฟันของลูกน้อยของคุณพัฒนา วิตามินซียังช่วยในการผลิตคอลลาเจนของร่างกาย ซึ่งเป็นโปรตีนโครงสร้างที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกอ่อน เอ็น กระดูก และผิวหนัง วิตามินซีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน

         เหนือสิ่งอื่นใด อาหารเสริมคนท้องอย่างวิตามินซีช่วยเพิ่มความสามารถในการดูดซับธาตุเหล็กอีกด้วย เนื่องจากคนท้องจำต้องได้รับธาตุเหล็กมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ การเสริมวิตามินซีสามารถช่วยให้คนท้องดูดซึมธาตุเหล็กได้มากขึ้นถึง 6 เท่า

          การศึกษาพบว่าการที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำระหว่างตั้งครรภ์เชื่อมโยงกับภาวะครรภ์เป็นพิษด้วย โดยสัญญาณของการขาดวิตามินซี ได้แก่ เหนื่อยล้า เหงือกอักเสบ แผลหายช้า รอยฟกช้ำ และผิวแห้ง

ปริมาณวิตามินซี (Vitamin C) ที่แนะนำระหว่างตั้งครรภ์

  • คนท้องอายุไม่เกิน 18 ปี 80 มิลลิกรัมต่อวัน
  • คนท้องอายุ 19 ปีขึ้นไป 85 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงที่ให้นมบุตรอายุไม่เกิน 18 ปี 115 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงที่ให้นมบุตรอายุ 19 ปีขึ้นไป 120 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์อายุ 18 ปีขึ้นไป 65 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์อายุ 19 ปีขึ้นไป 75 มิลลิกรัมต่อวัน

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังของวิตามินซี (Vitamin C) ในระหว่างตั้งครรภ์

          วิตามินซี คนท้องสามารถรับประทานได้ มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาจพบผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงเมื่อรับประทานในปริมาณที่สูงเกินไป เช่น อาการไม่สบายทางเดินอาหาร

  • ท้องเสีย
  • คลื่นไส้
  • ปวดท้อง
  • ท้องอืด
  • ไม่สบายท้องทั่วไป

อาหารเสริมคนท้อง สิ่งจำเป็นสำหรับคุณแม่ทุกคน

          สุดท้ายนี้ จะเห็นได้ว่า อาหารเสริมคนท้อง หรือวิตามินรวม คนท้อง ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่คนท้องควรได้รับเสริมจากอาหารปกติที่รับประทานอยู่ เพื่อช่วยบำรุงดูแลร่างกาย ทั้งคุณแม่ และลูกน้อยในครรภ์ โดยอาหารเสรม คนท้องแต่ละชนิดก็มีหน้าที่ และประโยชน์ต่อร่างกายที่แตกต่างกันออกไป เช่น ยาโฟลิค คนท้อง ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคข้อบกพร่องของท่อประสาท ยา แคลเซียม คนท้องเพื่อเสริมสร้างกระดูก เนื้อเยื่อ และฟัน อาหารบำรุงเลือด คนท้องหรือยาบำรุงเลือด คนท้อง ซึ่งทั้งหมดนี้ประโยชน์คือเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยของคุณนั่นเอง โดยควรรับประทาน ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อป้องกันไม่ให้รับประทานมากเกินความจำเป็นจนเกิดอันตราย